คืบหน้า คดีน้องชมพู่ นิติเวชตร. ยัน มีบาดแผลที่อวัยวะเพศ ผมที่ถูกตัด ชัดเจนว่าเด็กไม่สามารถตัดเองได้ - ข่าวไทย

Breaking

Tuesday, July 14, 2020

คืบหน้า คดีน้องชมพู่ นิติเวชตร. ยัน มีบาดแผลที่อวัยวะเพศ ผมที่ถูกตัด ชัดเจนว่าเด็กไม่สามารถตัดเองได้

คืบหน้า คดีน้องชมพู่

ยังติดตามกันต่อเนื่องสำหรับคดีน้องชมพู่ เชื่อว่าตำรวจต้องปิดคดีนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะยังมีหลักฐานหลายอย่างที่ยังคงต้องตามและหาคำตอบกันต่อไป ล่าสุดความคืบหน้า ตำรวจนำกล้องวงจรปิดไปติดรอบบ้าน หลัง แม่น้องชมพู่ กังวลว่า น้องสะดิ้งลูกสาวคนโตอาจได้รับอันตราย ขณะที่ภาพรวมคดียังต้องรอหลักฐานอื่นๆทางคดีอีก แต่ล่าสุด ทีมข่าวได้รับข้อมูล จาก ทีมแพทย์สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจที่ชันสูตรร่างน้องชมพู่ ครั้งที่ 2 ยืนยันว่า ที่อวัยวะเพศมีบาดแผลที่เกิดจากของแข็งกระแทก

ภาพจาก pptvhd36

ความเคลื่อนไหวที่บ้านน้องชมพู่ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.63 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เข้าติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณรอบบ้าน ตามคำร้องขอของ นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของ น้องชมพู่ ที่ก่อนหน้านี้บอกว่า ไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย หลัง ข่าวปรากฎว่า น้องสะดิ้งลูกสาวคนโต ไม่ได้น้องหลับขณะที่น้องชมพู่หายตัวไป ทำให้แม่น้องชมพู่กังวลว่า น้องสะดิ้งและคนในครอบครัวจะไม่ปลอดภัย

โดยเจ้าหน้าที่เข้าติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งหมด 4 ตัว คือ ตัวแรกบริเวณหน้าบ้านฝั่งขวา ซึ่งจะเห็น ทางเข้า ออก และถนนใหญ่ ตัวที่ 2 บริเวณหน้าบ้านฝั่งซ้ายหันไปทางภูเหล็กไฟ ตัวที่ 3 หันกล้องเข้ามาภายในบ้าน เห็นบริเวณภายในบ้านทั้งหมด และตัวสุดท้าย ติดตั้งบริเวณหลังบ้าน ขณะที่วันนี้ น้าแต น้าของน้องชมพู่ เดินทางมาเยี่ยมพ่อและแม่ของชมพู่ โดยเข้าไปนั่งคุยกับสามคน ซึ่งทาง แม่น้องชมพู่ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกคน โดยขอเวลาพักผ่อน 1 วัน เพราะที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์ทุกวันจึงรู้สึกเหนื่อยล้า ส่วนที่บ้านของ ลุงพล ถูกปิดเงียบ ไม่มีใครอยู่บ้าน

ทีมข่าว ได้รับข้อมูลสำคัญจาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตร สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่ชันสูตรร่างของน้องชมพู่ ครั้งที่ 2 ได้ข้อมูลว่าแม้ผลชันสูตรจะไม่ปรากฎสาเหตุการเสียชีวิต แต่พบว่า ก่อนเสียชีวิตร่างกายน้องชมพู่ขาดน้ำและอาหาร รวมถึงน้องมีบาดแผลตามร่างการ และ อวัยวะเพศ ซึ่งบาดแผลที่อวัยวะเพศ แพทย์นิติเวช บอกว่า ไม่ใช่บาดแผลที่เกิดจากการร่วมเพศ พบอสุจิ หรือ สารคัดหลั่งแฝงในร่างกาย แต่เกิดจากการกระแทกด้วยของแข็ง จนเกิดบาดแผล

ย้ำว่า ความแตกต่างของผลการชันสูตรพลิกศพ ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 คือ ร่องรอยบาดแผลที่อวัยวะเพศ

ส่วนที่มีการพบเส้นผมของน้องชมพู่ ถูกตัดด้วยของมีคม อยู่บริเวณจุดพบศพ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ชี้ว่า ลักษณะของผมที่ถูกตัด ค่อนข้างชัดเจนว่าเด็กไม่สามารถตัดเองได้ หากไม่มีมีดหรือกรรไกรติดไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้ ยังเป็นปริศนาที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า น้องชมพู่ อยู่ลำพังในจุดเกิดเหตุก่อนเสียชีวิต

ด้าน นายนิติธร แก้วโต ทนายความ เปิดข้อกฎหมายต่างๆที่อาจเป็นไปได้ในคดีนี้ เช่น หากท้ายที่สุดแล้วตำรวจสรุปว่า น้องชมพู่เสียชีวิตเอง พ่อและแม่ ซึ่งเป็นผู้ปกครองจะเข้าข่ายมีความผิดเหรือไม่ นายนิติธร บอกว่า หากเป็นเช่นนี้ ต้องพิสูจน์ว่า พ่อและแม่ ประมาทเลินเล่อ หรือไม่ หากประมาท มีโอกาสเข้าข่ายความผิดฐาน ประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท แต่หากพิสูจน์แล้วพบว่า ไม่ได้ประมาทก็จะไม่มีความผิดใดใด

หรือ หากตำรวจสรุปว่า น้องชมพู่ ถูกฆาตกรรมและนำศพไปอำพราง ก็ต้องพิสูจน์ว่า ผู้ก่อเหตุ วางแผนล่วงหน้าหรือไม่ หากวางแผนไว้ก่อนจะเข้าข่ายความผิด โทษประหารชีวิต แต่หาก ไม่ได้วางแผนไว้ จะมีโทษ จำคุกตลอดชีวิต หรือ ประหารชีวิต ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของคดี หากน้องชมพู่ เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ แต่มีคนนำศพไปอำพรางคดี นายนิติธร ระบุว่า ตามกฎหมายจะต้องดูว่า คนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุกับคนที่นำศพไปอำพรางเป็นคนเดียวกันหรือไม่ เพราะ ความผิดแยกออก

กรณีคนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตาย จะเข้าข่าย ประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษ จำคุก 10 ปี หรือ ปรับ 2 แสนบาท ส่วนกรณีอำพรางซ่อนเร้นศพ จะมีโทษ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่มีการคาดการณ์กัน คือ อาจมีคนพาน้องชมพู่ออกจากบ้านไป แต่น้องเสียชีวิตเองระหว่างทาง หากตำรวจสรุปเป็นแนวทางนี้ ต้องดูว่า คนที่พาขึ้นไปมีจุดประสงค์ใด หาก พาไปแล้วพลัดหลงกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ จะเข้าข่ายประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

แต่หากจงใจพาน้องชมพู่ไป และ ทำให้น้องเสียชีวิต จะเข้าข่ายฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษประหารชีวิต ทั้งหมดนี้ นายนิติธร ย้ำว่า ต้องรอผลการสอบสวนและหลักฐานอื่นๆของตำรวจประกอบเข้าด้วยกันก่อน เพราะ หากหลักฐานไม่รัดกุมท้ายที่สุด ผู้ก่อเหตุอาจไม่ถูกดำเนินคดี หรือ หากถูกสั่งฟ้องในชั้นพนักงานสอบสวนก็มีโอกาสยกฟ้องในชั้นศาลได้

ขอบคุณ pptvhd36.com


No comments:

Post a Comment