ลุงพลไม่หวั่นคดีพลิกสะดิ้งไม่หลับ เชื่อความจริงจะถูกเผย แม่ยันไม่เคยสั่งโกหก - ข่าวไทย

Breaking

Friday, July 10, 2020

ลุงพลไม่หวั่นคดีพลิกสะดิ้งไม่หลับ เชื่อความจริงจะถูกเผย แม่ยันไม่เคยสั่งโกหก

ลุงพลไม่หวั่นคดีพลิกสะดิ้งไม่หลับ เชื่อความจริงจะถูกเผย แม่ยันไม่เคยสั่งโกหก

จากกรณีน้องชมพู่ อายุ 3 ปี สูญหายจากบ้านพักพัก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 จนไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กม. กระทั่งผลชันสูตรจาก รพ.ตำรวจ พบบาดเเผลที่อวัยวะเพศ ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งหาหลักฐานเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอแฝง ล่าสุดแม่ของน้องชมพู่ได้ออกมาตั้งข้อสงสัยลุงพล จนมีการท้าสาบานกัน

ล่าสุดวันที่ 10 ก.ค.63 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในรายละเอียดตามสมควร และข้อมูลทางคดีที่ชี้แจงนี้ สามารถชี้แจงได้เพียงแต่ข้อมูลที่จะไม่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายทางคดีดังนี้

1.ความคืบหน้าเกี่ยวกับรายงานผลการชันสูตรศพพลิกศพของน้องชมพู่นั้น ทางพนักงานสอบสวน ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารรายงาน จากแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรจากโรงพยาบาลดงหลวง, จากโรงพยาบาล สรรพสิทธิ์ประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำมาประกอบในคดีอาญาต่อไป โดยจะได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการชันสูตรอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

2.ขณะนี้ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จากวัตถุพยานทั้งหมดจำนวน 101 รายการ ยังอยู่ระหว่างการตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ทำการตรวจไปแล้ว 62 รายการ และเก็บตัวอย่างบุคคล เปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) จำนวน 115 ตัวอย่าง ทำการตรวจไปแล้ว 82 ตัวอย่าง

3.การสอบสวนปากคำบุคคลทั้งหมด เป็นการสอบสวนปากคำในฐานะพยานในคดีทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็นการซักถามปากคำ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจำนวน 937 ราย (บุคคลภายในหมู่บ้านกกกอก จำนวน 278 ราย บุคคลพ้นโทษใน จังหวัดมุกดาหาร สกลนคร และกาฬสินธุ์ จำนวน 478 ราย บุคคลที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ เกิดเหตุ หมู่บ้านกกกอก จำนวน 181 ราย) และสอบสวนปากคำโดยพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบสำนวนจำนวน 63 ปาก ซึ่งยังไม่ได้มีการสอบสวนปากคำบุคคลใดในฐานะผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

4.ทั้งนี้ขอความอนุเคราะห์ความร่วมมือ จากสื่อมวลชน ระมัดระวังในเรื่องการนำเสนอข่าวว่าจะมี การออกหมายจับบุคคลใด ๆ ในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งยังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เกรงว่าอาจจะกระทบต่อ สิทธิส่วนบุคคล หรือชื่อเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้

5.ตามข้อ 2 นั้นทางเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน อาสาสมัครต่าง ๆ ที่ได้ขึ้นภูเหล็กไฟ ไปยังจุดพบร่างน้องชมพู่ ในวันที่ 14 พ.ค.63 ในการออกมาแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเป็นการส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนิน ในทางปกปิดอย่างแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นจะต้องทำการจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม หรือ DNA ของผู้ที่ได้ขึ้นไปที่ภูเหล็กไฟ เพื่อนำมาเปรียบเทียบคัดแยกออกจาก DNA ของบุคคลต้องสงสัย แต่มิใช่เป็นการ ตรวจเปรียบเทียบว่าเป็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่แต่อย่างใด

6.สมมุติฐานในการตั้งประเด็นการสืบสวนในทางคดีในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่อง 6.1 เด็กเดินขึ้นไปแล้วเสียชีวิตเองบนภูเหล็กไฟได้หรือไม่ หรือ 6.2 เกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น 6.2.1 เด็กถูกพาขึ้นไปขณะยังมีชีวิต แล้วถูกปล่อยทิ้งไว้จนเสียชีวิตเอง 6.2.2 เด็กถูกพาขึ้นไปแล้วถูกทำให้ตายแต่ไม่ปรากฎร่องรอยบาดแผล เช่น ทำให้ขาด อากาศหายใจ แล้วทิ้งศพไว้บนภูเหล็กไฟ 6.2.3 เด็กเสียชีวิตเองหรือถูกทำให้เสียชีวิตก่อน (ไม่ได้ตั้งใจทำให้เด็กเสียชีวิต) แล้วนำ ศพขึ้นไปอำพรางคดีไว้บนภูเหล็กไฟ 6.2.4 อื่น ๆ ล้วนเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ในการคลี่คลายคดี ทำความจริงให้ ปรากฏต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสังคม

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนยังไม่ได้ตัดประเด็นใด ๆ ทิ้งไป ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลการรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนผลจากการชันสูตรพลิกศพ และผลการตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน

ทีมข่าว ลงพื้นที่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร นายไชย์พล วิภา ลุงน้องชมพู่ กล่าวว่า กรณีเรื่องน้องสะดิ้ง ตนไม่เคยรับรู้ข้อมูลว่าน้องหลับหรือตื่น ก็มาทราบตามข่าว แต่ไม่ได้สนใจจุดนี้ ตนคิดเพียงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงาน หากน้องสะดิ้งออกมายอมรับเรื่องกรณีตื่นเล่นมือถือ ตนเองก็ตั้งข้อสังเกตว่า หลักความเป็นจริง หากน้องสะดิ้งเล่นเกม หรือเล่นอะไรอยู่ จะเป็นไปได้หรือที่จะดูเวลา ซึ่งมีการออกมาให้ข้อมูลเป็นเวลาที่ชันเจน ตนเองมองว่าแปลก ๆ แต่หากน้องสะดิ้งระบุเวลาที่แน่นอน มันก็มีความน่าสงสัย

การระบุเวลาของสะดิ้ง ตนเองคิดว่า ไม่น่าจะสังเกตเวลาขนาดนั้น ซึ่งตนก็คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น รับว่าเป็นเรื่องที่แปลก เมื่อตนฟังเรื่องนี้ว่ามีการโกหก มันทำให้ตนคิดว่า สิ่งที่ตนพยายามไม่คิดถึง มันเริ่มมีเข้ามาบ้าง ซึ่งหมายถึงเกี่ยวกับการหายไปของน้องชมพู่เป็นคนใกล้ตัว เป็นสิ่งที่ตนกลัวมาก ตนเองก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า มันเกิดอะไรขึ้น หากออกมาบอกว่าหลับ และตอนนี้ไม่หลับ

หากมองในความตรงไปตรงมา การที่น้องสะดิ้งกลัวแม่จะดุ ตนก็คิดว่าเด็กคงกลัวอยู่แล้ว แต่หากมองมุมแม่ชมพู่ ระบุว่ามีการสั่ง ก็ต้องถามไปว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องชี้แจง เพราะทำให้คิดได้ว่า น้องชมพู่หายตอนไหนกันแน่

ทั้งนี้ตนไม่อยากไปสงสัยเรื่องเวลา เพราะหากมองตามเวลาที่น้องสะดิ้งระบุ มันทำให้คิดว่า น้องหายตอนไหน และน้องสะดิ้งรู้เวลาได้อย่างไร สำหรับลุงชีวิตไม่ใช่เกมการแข่งขัน ที่ต้องดูเวลา

เมื่อเป็นเช่นนี้ มันทำให้คนคิดได้ว่า การที่โกหกออกมา มันจะทำให้คนเขาสงสัยได้ คนเขาดูก็พอมองออก แต่บางครั้งเขาไม่พูดออกมา หากวันนี้มีความปรากฎ และเป็นไปในแบบที่ไม่คาดคิด ตนคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่า มันต้องไม่ใช่แค่คนเดียวที่ก่อเหตุ มันเหมือนเป็นการวางแผนมาแล้ว ยอมรับว่ากังวล กลัวอยู่บ้าง ว่ามันจะมีผลกระทบต่อไทม์ไลน์ แต่สื่อมาถาม ตนเองก็พร้อมตอบไปตรง ๆ

อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่าไม่อยากพูดมาก เพราะสงสาร เป็นห่วงน้องสะดิ้ง แต่ขอเก็บไว้ในใจ ไม่มีใครไม่เป็นห่วงหลาน กลัวว่าจะเกิดปมในใจเมื่อน้องสะดิ้งเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ทีมข่าว ได้มาพูดคุยกับนางสาวิตรี นายอนามัย วงศ์ศรีชา พ่อและแม่ของน้องชมพู่ ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า กรณีที่แก๊งจำปา ออกมาให้ข่าวว่าตนเองให้น้องสะดิ้ง โกหกแก๊งจำปาว่าหลับ ตอนที่น้องชมพู่หายตัวไปนั้น นางสาวิตรีขอตอบว่า ตำรวจรู้นานแล้วสะดิ้งไม่ได้หลับ แต่เพื่อให้ลูกปลอดภัย

เรื่องสดิ้งหลับ หรือไม่หลับนั้นสะดิ้งได้ให้การณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วตั้งแต่ต้น ประเด็นนี้มันมีผลต่อรูปคดี เพราะว่าสะดิ้งอยู่กับน้องเป็นคนสุดท้าย ตนเองเป็นห่วงลูก เพราะมันมีผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของน้องสะดิ้ง แล้วได้บอกให้น้องสะดิ้งไปโกหกเพื่อนๆ หรือไม่ ตนจะขอตอบเพียงแค่เท่านี้

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว




No comments:

Post a Comment