ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ - ข่าวไทย

Breaking

Tuesday, July 14, 2020

ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ

สืบเนื่องจากกรณี น้องบีมหรือ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี ที่พิการต้องนั่งรถวีลแชร์ตระเวนขายของกับแม่ คือ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แถววัดชลประทานรังสฤษดิ์ หลังครอบครัวประสบอุบัติเหตุพ่อเสียชีวิต แม่บาดเจ็บสาหัส ส่วนตัวเองต้องพิการขาทั้งสองข้าง และได้ต่อสู้คดีกับคู่กรณีจนชนะได้เงิน 5 ล้านบาท แต่กลับถูกนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 60 ปี อดีตทนายความ โกงเงินไปเกือบ 5 ล้าน เนื่องจากถูกหลอกให้เซ็นมอบอำนาจ จนมีการต่อสู้ในชั้นศาลยุติธรรมมาเป็นลำดับ

<
div>ล่าสุด ว่าที่พันตรีสมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา พร้อมคณะทำงานให้ความช่วยเหลือ นางสาวภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม พร้อมด้วย นางสาวพรทิพย์ จันทรรัตน์ มารดา ได้ร่วมกันแถลงผลสรุปการให้ความช่วยเหลือทางคดี
โดยระบุว่า วานนี้ ( 13 ก.ค.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่งถึงที่สุด เรื่องการบังคับผลการชำระหนี้ สืบเนื่องจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีอุบัติเหตุ แต่ต่อมานายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อดีตทนายความของผู้เสียหายได้ออกอุบายให้ผู้เสียหายเซ็นมอบอำนาจโดยไม่ชอบ เพื่อนำไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และนำเช็ค 29 ฉบับเป็นเงินกว่า 3 ล้าน 5 หมื่นบาทไปขายลดคืนในราคา 9 แสนบาท

ทั้งนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า การกระทำดังกล่าวไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ ส่อไปในทางทุจริต จึงพิพากษาแก้ ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเดิม เป็นผลให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไปได้ โดยกระบวนการต่อไป เนื่องจากในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ก็มีตัวแทนจำเลยอยู่ร่วมฟังอยู่แล้ว

ดังนั้นขั้นตอนต่อไปก็จะดำเนินการสืบทรัพย์ของจำเลยตามคำพิพากษา เพื่อออกหมายบังคับให้นำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้ให้กับผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 30 วันหลังศาลอ่านคำพิพากษา และจากข้อมูลทราบว่าปัจจุบัน บริษัทรถบรรทุก ยังคงประกอบกิจการตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการติดตามสืบทรัพย์ และนำทรัพย์ไปขายทอดตลาด โดยขั้นตอนระหว่างนี้จำเลยก็ยังสามารถพูดคุยเจรจากับผู้เสียหายได้ ซึ่งทางเนติบัณฑิตยสภา ก็จะจัดทนายความคอยให้คำปรึกษาต่อไป

ทางด้านน้องบีม ยอมรับว่าที่ผ่านมาก็ใช่ชีวิตยากลำบากมาโดยตลอด และยังคงช่วยมารดาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายกาแฟ ทำกายภาพบำบัด และเรียน กศน. เพื่อลดภาระการดูแลของแม่ ขณะที่อาการบาดเจ็บ แพทย์ระบุว่ายังต้องทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีอาการหลังคด ส่วนเรื่องความหวังที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง ยังเป็นไปได้ ต้องหมั่นออกกำลังกาย จิตใจต้องเข้มแข็ง และต้องมีโชค ทั้งนี้ยังได้กล่าวคำขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด แม้จะเคยแอบรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะถูกทอดทิ้งอีกหรือไม่ และอยากฝากไปถึงบริษัทรถบรรทุก อยากให้เมตตาตนเองและมารดา เข้ามาเจรจากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป

สำหรับคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยพิพากษาให้ชำระเงินให้กับมารดาน้องบีม เป็นเงินประมาณ 1 ล้าน 6 แสนบาท , ให้น้องบีม เป็นเงินกว่า 2 ล้าน 3 แสนบาท และเมื่อรวมกับโจทก์ที่เหลืออีก 3 คน รวมเป็นเงินที่ต้องชดใช้กว่า 4 ล้าน 9 แสน 5 หมื่นบาท ไม่รวมค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียม


No comments:

Post a Comment